พระธาตุนาดูน
 ประวัติพระธาตุนาดูน จ.มหาสารคาม
ในปีพุทธศักราช 2522 กรมศิลปากรและราษฎร์ในตำบลนาดูนได้ขุดพบพระบรมสารีริกธาตุจากเนินดินที่เป็นซากโบราณสถาน ในบริเวณที่นาของราษฎร์ท้องที่หมู่ที่1ต.นาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม พระบรมสารีริกธาตุมีสัณฐานดังเกล็ดแก้วประดิษฐ์สถานในผอบ 3 ชั้น ชั้นในเป็นทองคำ ชั้นกลาวงเป็นเงิน ชั้นนอกเป็นสำริด สวดซ้อนกันเรียงตามลำดับ และบรรจุอยู่ในสถูปจำลองอีกชั้นหนึ่ง เป็นสถูปโลหะ ทรงกลมสูง ถอดออกเป็น 2 ส่วน ส่วนยอดสูง ส่วนองค์สถูปสูง
ชาวจังหวัดมหาสารคาม ได้พบพระบรมสารีริกธาตุครั้งนี้นับเป็นนิมิตหมายอันดี แก่ชาวจังหวัดมหาสารคามอย่างยิ่ง สมควรสร้างพระสถูปเจดีย์ประดิษฐาน ไว้ให้ถาวรมั่นคง เป็น ปูชนียสถานและสิริมงคลแก่ภูมิภาคนี้ต่อไป และเพื่อสืบทอดพระบวรศาสนาตามแนวทางแห่งบรรพชน จึงจัดสร้างโครงการพุทธมณฑลอีสานขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ พุทธศักราช 2525-2529
วัฒนธรรม ทวาราวดี ที่มีรากฐานมาจากพุทธศาสนาจาก อินเดีย ได้ส่งอิทธิพลเข้ามาสู่ภาคอีสานในราวพุทธศตวรรษที่ 12 โดยได้เข้ามาทาง ลุ่มแม่น้ำมูล และ แม่น้ำชี ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างอย่างแพร่หลาย จนกระทั้งถึงปลายพุทธศตวรรษที่15
จังหวัดมหาสารคามได้พบร่องรอยหลักฐานของ วัฒนธรรมทวาราวดี สมัยประวัติศาสตร์ระยะแรกเริ่มกระจายอยู่ตาม บริเวณชุมชนสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิมหลายแห่งด้วยกัน เช่น อำเภอกันทรวิชัย และ อำเภอนาดูน
อำเภอนาดูน คือ นครจำปาศรี ในอดีต ตัวเมืองเป็นรูปไข่ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 600 เมตร และมีเชิงเทินดิน สูงประมาณ 3 เมตร กว้างประมาณ 6 เมตร และมีคูอยู่กลาง กว้างประมาณ 20 เมตร เพื่อชักน้ำเข้ามาใช้ประโยชน์ในการบริโภค และเพื่อใช้ป้องกันข้าศึกศัตรู ภายในตัวเมือง นครจำปาศรี ได้มีการขุดพบโบราณวัตถุโดยกรมศิลปากรที่ 7 จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2522 ที่สำคัญ คือสถูปสัมฤทธิ์ 3 ชั้น ซึ่งมีความสูงรวมจากฐานถึงยอด 24.4 เซนติเมตร เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สถูปชั้นนอกทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ชั้นกลางทำด้วยเงิน และชั้นในทำด้วยทองคำ ภายในสถูปมีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่องค์หนึ่ง มีลักษณะเป็นสีขาวขุ่น ขนาดเท่าปลายเม็ดข้าวสารหัก หล่อเลี้ยงไว้ด้วย น้ำมันจันทน์ เมื่อเปิดออกจะได้กลิ่นหอมอบอวล ซึ่งเป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นยิ่งนัก และถือว่าเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา และศิลปะวัฒนธรรมอีสาน หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีว่านี่คือ พุทธมณฑลอีสาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของ ชาวจังหวัดมหาสารคาม
โบราณวัตถุอีกประเภทหนึ่ง คือ พระพิมพ์ดินเผา ซึ่งจัดว่าเป็น พระกรุที่เก่าแก่ที่สุด อีกกรุหนึ่งของประเทศไทย ประมาณ 1,500 ปี เป็นพระกรุที่มีจำนวนมากที่สุด และมีจำนวนพิมพ์มากกว่า 40 พิมพ์ และพระพิมพ์ดินเผากรุนาดูนก็ขึ้นอยูกับความแตกต่างในรายละเอียดของพระแต่ละองค์ และความแตกต่างก็บ่งบอกถึงความหมายอยู่ในตัวอีกทั้งยังบอกถึงคติความเชื่อ ลัทธิศาสนา รวมถึงแสดง พุทธิปรัชญาที่แฝงอยู่ด้วย
ค่านิยม พระพิมพ์ดินเผากรุนาดูนที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันมี 2 แบบ คือ พิมพ์เล็กห้อยคอ และ พิมพ์พระบูชา สำหรับพิมพ์เล็กขนาดขึ้นคอที่จัดว่ามีราคาสูงที่สุด ก็คือ ปางลีลา หรือ ปางตริภังค์ สาเหตุเนื่องจากเป็นพิมพ์ที่ขุดพบน้อยมาก หายาก และมีความอ่อนซ้อย สวยงาม เหมาะสำหรับขึ้นคอ รองลงมาคือ พิมพ์นาคปรกคู่ ส่วน พระพิมพ์บูชา เรียงความนิยมตามลำดับ คือ ปางนั่งเมือง ปางประทานพร ปางปาฏิหารย์ ปางเสด็จดาวดึงส์ ปางปรกโพธิ์ และ พระแผง ชนิดต่างๆ แล้วแต่มีมากมีน้อยทุกพิมพ์จึงมีความสำคัญคุณค่าทางประวัติศาสตร์ พุทธประวัติ วัฒนธรรม บ่งบอกถึงในยุคสมัยนั้นความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนา ทางบ้านเมืองมีความเจริญสุดขีด ทำให้ประชาชน มีความเป็นอยู่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์สินเงินทองความสุขความสบายอายุยืนยาวนาน ปัจจุบันพระกรุนาดูนจึงเป็นที่ปรารถนาและต้องการของบุคคลทั่วไป ยิ่งเป็นข้าราชการมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้นไปปรารถนาอยากจะได้พระพิมพ์ ปางปฐมเทศนา หรือที่เรียกว่าพระนั่งเมือง มีความเชื่อกันว่า ผู้ใดได้มีไว้อยู่ในความครอบครองแล้วตำแหน่งหน้าที่การงาน ฐานะ มีความมั่นคงและจะมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นไป ๆ ส่วนพระปางนาคปรก ก็มีความเชื่อกันว่า มีแล้วก็จะดูแลช่วยปกป้องคุ้มครองไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีเข้ามาถึงตัวเรา ส่วนปางประทานพร ก็จะประทานความสำเร็จให้กับผู้ที่ศรัทธา เลื่อมใส นับถือ และปรารถนา สิ่งที่ถูกต้องตามคะลองคลองธรรม สัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงปัจจุบันแต่ละพิมพ์แต่ละเนื้อ แต่ละปาง อยู่ที่สภาพ เดิม ๆ สวย ๆ ดูง่าย ๆ ราคาก็ต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมที่จะได้อยู่ในความครอบครอง ขอขอบคุณ พระเทพภาวนาวิกรม ดร.เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตรวิทยาราม เจ้าของพระ
 
|